วันที่ 15 พฤษภาคม 2021 3:19 AM
Gurubarcelona.com

ดิดิเยร์ ดร็อกบา

อัพเดทเมื่อ 28 เมษายน 2021 เข้าดู 11 ครั้ง

ดิดิเยร์ ดร็อกบา อดีตนักบัญชี ชายผู้หยุดสงครามกลางเมือง

ดิดิเยร์ ดร็อกบา ทุกคนรู้ดีครับนี่คือนักเตะระดับตำนาน ของทีมชาติไอวอรีโคสต์เปิดตำนานกับเชลซี นักเตะแอฟริกันที่มีคุณภาพมากๆ ที่ได้รับการยกย่องในลีกชั้นนำของยุโรป ว่าสิ่งที่เขาทำให้กับประเทศบ้านเกิด อย่างไอวอรีโคสต์มันอาจจะมีคุณค่า มากกว่าตลอดชีวิตอาจเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ของเขาด้วยซ้ำไปเขาคือผู้ดับกองไฟ แห่งการเมืองของไอวอรีโคสต์ ริ่มต้นด้วยคุณลุงเขานชื่อว่ามิเชลล์กูวา เป็นพี่ชายของที่ย้ายมาเป็นนักบอลที่ฝรั่งเศสในวัย 22 ปีแต่ว่าทีมอยู่ในลีกรองชื่อว่าสตาสรัว

แต่ในช่วงเวลาตรงนั้นครับด้วยความแรงแค้น ด้วยความยากจนทำให้ครอบครัว ส่งดิดิเยร์ ดร็อกบา มาอยู่กับลุงเขาที่ฝรั่งเศสตอนนั้นอายุ 5 ขวบแน่นอนครับกับวัย 5 ขวบเด็กคนนี้ต้องออกจากถิ่นฐานในบ้านเกิด มันไม่มีอะไรง่ายๆเขาบอกว่า เขาร้องไห้ทุกวันช่วงอายุ 8 ขวบลุงบอกว่าไม่ไหวแล้วกับการที่ต้องดูแล หลานชายไปด้วยแล้วก็ชีวิต การเป็นนักบอลมันก็ไม่ได้ถึงจุดสูงสุดขนาดนั้น ทำให้ดร็อกบาต้องกลับไปที่ไอวอรีโคสต์ ดีใจมากที่ได้กลับบ้านเกิดมีความสุขมากๆ

กับการกลับมาบ้านมาเกิดอีก 3 ปีเมื่อถึงวัย 11 ขวบเขาต้องย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มันเป็นการย้ายมาอยู่แบบกึ่งถาวร เขาแทบจะไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกที่ไอวอรีโคสต์อีกเลย จากเด็กคนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นเด็กฝึกหัด ของเลอมองและหลังจากนั้นค่อยๆขยับขึ้นไป อยู่กับเก็งกองแล้วมาคเซอหลังจากนั้น ก็ประสบความสำเร็จมากๆคือการไปอยู่กับเชลซี จะย้อนกลับไปว่าในช่วงที่เขา กลับมาบ้านเกิดอีกครั้งคือในช่วงปี 2002 ในวัย 21 ปีเท่ากับว่าเขาไม่ได้กลับไอวอรีโคสต์ 10 กว่าปีเต็มๆภาพจำของเขา

ไอวอรี่โคสต์เป็นประเทศที่สวยงาม แปลว่าชีวิตเศรษฐกิจชีวิตเป็นมันอาจจะแรงแค้น แต่มันเต็มไปด้วยความสุขแต่เมื่อปี 2002 เข้ากับไปครั้งแรกเมื่อเมื่อทีมชาติ ไอวอรีโคสต์ลงทำการแข่งขันในรายการ อเมริกันเนชั่นคัพในการเจอกับแอฟริกาใต้ ภาพที่เขาเห็นมันเป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่าบ้านเราเขาเปลี่ยนไป ไอวอรีโคตส์ เกิดการรัฐประหารในปี 1999 แบ่งเป็นสองฝ่ายใหญๆฝ่ายประธานาธิบดี laurent langbo

กับอีกฝ่ายที่ต่อต้านคือ Alassane Ouattara การต่อสู้เรียกว่าแบ่งบ้านแบ่งเมือง เห็นผู้คนที่อดอยากและถูกแทนที่ด้วยเสียงปืน รถถังเสียงระเบิดดร็อกบาเล่าให้ฟังว่า การกลับบ้านในครั้งนั้นตั้งปณิธานไว้ว่า ฉันจะต้องช่วยประเทศชาติของฉันให้ได้ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งประจวบเหมาะกับว่า ไอวอรี่โคสต์ผลิตนักฟุตบอลออกมามาก เล่นในยุโรปมากมายทำให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ การตีตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกปี 2006 แต่เกมส์ที่มันพีคที่สุดคือวันที่ 8 ตุลาคม 2005 เป็นเกมส์นัดสุดท้ายฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

ไอวอรี่โคสต์เจอกับซูดานชนะไปด้วย 3-1 ตีตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายสำเร็จ แต่สิ่งที่อยู่ในใจของดร็อกบา นอกจากการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกแล้ว เขายังรู้สึกว่ามันเหมาะสมที่สุด กับการที่จะทำอะไรบางอย่าง หลังจบเกมส์ฟุตบอลมันต้องมีประเด็น มีการให้สัมภาษณ์แต่สิ่งที่นักฟุตบอล ไอวอรีโคสต์มอบไมโครโฟนให้กลับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นแกนนำและสิ่งที่เขาพูดมันเป็นสุนทรพจน์ ประเทศและกาลเวลามันแทบจะหยุดนิ่ง เพราะเสียงของนักกีฬาคนนึงที่ประสบความสำเร็จ

มันย่อมหน้าฝั่งกว่าเสียงทะเลาะกัน ทางการเมืองดร็อกบาพูดไว้ว่า สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ไม่ว่าทุกคนจะอาศัยอยู่ในส่วนไหนของประเทศ ตอนนี้เราทำได้แล้ววันนี้เราคือชาวไอวอเรี่ยนเหมือนกันทั้งหมด เราได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เราขอเถอและสัญญาว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะเป็นการเฉลิมฉลองของพวกเราทุกคน ดร็อกบาพูดเหมือนกับการเฉลิมฉลอง เต้นรำหรือดื่มกินใดๆเขาพูดต่ออีกว่า วันนี้เราทุกคนอ้อนวอนพวกคุณสักหนึ่งเรื่อง เรายอมคุกเข่าเพื่อขอสิ่งนี้ให้อภัยกันเถอะ ยกโทษให้กันถือได้โปรดเราคือหนึ่งในประเทศ ที่มั่นคั่งถ้าไม่มีการรบราฆ่าฟัน ดังนั้นเราอยากให้ทุกคนวางอาวุธลง

รอการเลือกตั้งและจัดระเบียบทุกสิ่งเสียงใหม่ เพื่อหวังว่าจะได้เห็นทุกสิ่งที่ดีขึ้นกว่านี้ คำพูดที่ทรงพลังหลังจบเกมส์นั้น เขาไม่ได้กลับไปวิเคราะห์เกมส์นั้น เราอยากให้ทุกคนวางอาวุธลงก่อนที่จะปิดท้ายด้วยคำพูด ที่ทรงพลังหลังจากจบเกมส์นั้น นักฟุตบอลไอวอรีโคสต์ร้องเพลงชาติสนั่นห้อง มาสนุกกันดีกว่าหยุดยิงกันเถอะ แม้ว่านักฟุตบอลไม่อำนาจขนาดนั้นไม่ใช่ผู้นำประเทศ ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองนั่นคือวีรบุรุษคนทั้งประเทศ gurubarcelona.com

ดิดิเยร์ ดร็อกบา

ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดหัวหอกถล่มระตู ราชาแห่งรอบชิงชนะเลิศ

พวกเขาพาทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย ฟุตบอลโลกได้สำเร็จและดร็อกบา แกนนำคนสำคัญออกมาพูด เพื่อให้ไอเวอรีโคสต์ยุติการมีสงครามกลางเมืองสักที หลังจากนั้นมันมีกระแสตอบรับที่ดีขึ้น แต่ว่ามันยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ แต่สุดท้ายผ่านเวลามาอีก 3 ปีถึงเวลาอันสำคัญการที่ดร็อกบา ก้าวขึ้นมาพูดมันต้องหยุดกันสักที วันนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่บูซาเก้มันเป็นกองไฟครั้งสุดท้าย มันเป็นเกมส์ฟุตบอลอเมริกันเนชั่นคัพในวันที่ 3 มิถุนายน 2007 นัดที่เขาเล่นในบ้านเจอกับมาดามดัสก้า

เกมส์นี้ดร็อกบาเป็นตัวตั้งตัวตี ประสานงานไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้โยกเกมส์นี้มาเล่นยัง bouake เมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของไอวอรีโคสต์และเป็นฐานที่ตั้งของกลุ่มกบฏ และเขาติดต่อไปยังอดีตประธานาธิบดีด้วย ให้เดินทางมาตรงนี้มันเหมือนกับว่า ผู้นำรัฐบาลมาเยือนยังถิ่นกบทอย่างจริงจัง โดยมีดร็อกบาเป็นคนประสานงานอยู่ตรงกลาง เหตุการณ์นี้มันสามารถเกิดได้ทุกวินาที เพราะเท่ากับว่าคุณจับผู้นำทั้งสองฝ่าย มาเผชิญหน้ากันหลังจากต่อสู้กันมานานถึง 10 ปีและไม่มีใครกล้ารับประกันทั้งสิ้น นอกจากคำพูดของดร็อกบาก่อนเกมส์เขารับหน้าที่ เป็นผู้เจรจาทั้งสองฝ่ายในวันนั้นผู้ชมประมาณ 25000 คน

เฝ้าดูหน้าประวัติศาสตร์จับมือกันทั้งสองคน โดยมีดร็อกบาเป็นสื่อกลางการได้ยินผู้นำ ทั้งสองฝ่ายจับมือกันเคียงข้างกัน พร้อมกับร้องเพลงชาติไปด้วยกัน เป็นสิ่งที่วิเศษมากเป็นสิ่งที่ไอเวอรีโคสต์โหยหามาตลอด และเหมือนกับประเทศชาติของเขา ได้ตื่นจากภาวะสงครามนั่นคือผลงาน มาสเตอร์ชีสผลงานสำคัญ ที่ทำให้กระแสทางการเมือง และไฟที่มันเริ่มมอดลงในวันนั้น ดร็อกบา หยุดสงคราม สื่อดังของอังกฤษได้เดินทางไปชมเกมส์นั้น

และสัมภาษณ์กับดร็อกบา การกระทำแบบนี้มีฝ่ายไหนหนุนหลังอยู่หรือเปล่า ดร็อกบาพูดออกมาว่าคนที่หนุนหลังเขา คือคนชาวไอวอรีโคตส์นและอเมริกันทุกคน เขาไม่มีการเอียงต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่เขาอยากให้ยุติสงครามกลางเมือง เกมส์การเมืองกับไฟดวงนี้มันต้องดับลงสักที เขาภาคภูมิใจมากกับความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่ง กับนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ สร้างปรากฏการณ์ทางการเมือง ได้ทุกอย่างมันได้ผลธันวาคมในปี 2007

ที่ทำให้ตกอยู่ในสงคราม ตกอยู่ในหมอกตกอยู่ในความมืด อยู่ในความแรงแค้นกดอยากมานานนับ 10 ปียุติลงทันทีด้วยการเป็นแกนนำ นักฟุตบอลคนหนึ่งที่ชื่อว่า ดิดิเยร์ ดร็อกบา อย่างที่ได้บอกว่าการที่เป็นนักฟุตบอล จะประสบความสำเร็จมากขนาดไหนแต่สิ่งที่เขายืนยันเสมอว่า อะไรคือจุดสูงสุดในชีวิตของเขา คือการได้ช่วยประเทศชาติบ้านเมือง ให้กลับมาสงบสุขอีกครั้งถ้ามันจะแลกด้วย เหรียนชนะเลิศและชีวิตนักฟุตบอลของเขาพร้อมและยินยอมณปัจจุบันไอวอรีโคสต์ ก็กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง ก็เหมือนกับเขาที่เทคยเติบโตมา

ตำนานนักฟุตบอล ที่เป็นมากกว่าฟุตบอล คนแรกที่ยิงในเอฟเอคัพได้ถึง 4 สมัย

ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลปี 2000-2004 ช่วงเวลาที่ดีของนักฟุตเป็นอย่างมาก จากการที่เขามีทีมใหญ่หลายทีม ที่วนเวียนมารุมขายขนมจีบ จนหัวกระไดไม่แห้งสือหลายเจ้าเล่นข่าวว่า ดิดเยร์ ดร็อกบา ตกเป็นเป้าหมายของเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน รวมไปถึงยูเวนตุสเอซีมิลานและอินเตอร์มิลาน 3 ทีมใหญ่ที่สุดในโลกที่อาจจะคอยมองอยู่ไม่ห่าง แต่ในท้ายที่สุดเป็นเชลซีของโจเซ่มูรินโญ่เงินมหาศาลอยู่ที่ 14 ล้านปอนด์ในการคว้าตัวเจ้าของเศษฐี ที่ต้องการใช้สร้างทีมเชลซีนั้น จำเป็นต้องมีกองหน้าร่างใหญ่ๆ ที่พร้อมจะยืนค้ำยืนชนกับกองหลังขาโหดของเวทีพรีเมียร์ลีก

และยังต้องมีสกิลการทำประตู ที่ยอดเยี่ยมไปด้วยและดร็อกบาคือนักเตะที่ตอบโจทย์ ความต้องการของกุนซือชาวโปรตุเกส ทุกอย่างแม้จะต้องย้ายมาจากประเทศอังกฤษ ที่ขึ้นชื่อเรื่องสภาพแวดล้อม ที่เต็มไปด้วยฝนแบบสไตล์ฟุตบอล ที่ต่างออกไปแต่มันก็ไม่ได้สร้างปัญหา ในเรื่องของการปรับตัวให้กับเขาได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะว่าคุ้นเคยกับการต้องเปลี่ยนสภาพอยู่เสมอ นับตั้งแต่ตอนที่เขาขึ้นเครื่องบิน ไปยังฝรั่งเศสในวัย 5 ขวบแต่กระนั้นก็ตามในช่วงที่เริ่มต้นกับเชลซี

เขาก็ประสบปัญหาเรื่องอื่นแทน ก็คือการใช้โอกาสที่สิ้นเปลือง และมีอาการบาดเจ็บซ้ำซาก จนชวนให้น่ารำคาญและที่สำคัญที่สุด คือการดิ้น over acting ในบางครั้งที่ทำให้แม้แต่แฟนบอลเชลซีบางส่วน กองหน้าผิวดำได้กล่าวว่าผมไม่พอใจ และฤดูกาลแรกของผมเท่าไหร่ ผมคิดว่าผมควรทำให้ดีกว่านั้น มันเป็นเรื่องลำบากเพราะต้องแบกรับ เรื่องค่าตัววัฒนธรรมวิถีชีวิตใหม่

สิ่งที่ผมคุ้นเคยบางครั้ง ผมก็ท้อแท้บ้างแต่ไม่สนจิตใจที่แข็งแกร่ง และเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นทำให้สุดท้ายแล้ว ดิดเยร์ ดร็อกบา ยังสู้ต่อและสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจ แฟนสิงโตน้ำเงินครามได้สำเร็จ พร้อมกับสถาปนาตนเองขึ้นมา เป็นขุนพลหลังโจเซมูรินโญในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้ถึง 2 สมัยในโจเซมูรินโญเป็นผู้จัดการทีม เขาเปลี่ยนตัวเองจากจอมพุ่งล้มเป็นดาวยิงสุด อันตรายที่พร้อมจะลงโทษคู่แข่ง ฉายา ดร็อกบา  อย่างเฉียบขาดและดุดันตลอดช่วงเวลา ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์เขาลั่นไกมากกว่า 160 ประตูในทุกรายการที่เขาลงเล่นและค่ำคืนสุดยิ่งใหญ่

ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืมในปี 2012 ยิงประตูตีเสมอให้กับเชลซี ในเกมส์แชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง ที่พบกับบาเยิร์นมิวนิคในช่วงนาทีที่ 88 และสุดท้ายพวกเขาก็ชนะ ในช่วงการดวลจุดโทษมันคือค่ำคืนที่ผมจะไม่มีวันลืม ไปชั่วชีวิตพวกเราทุกคนร่วมกันสู้ จนมาถึงวันนี้ได้และผมเองก็เดินทางมาไกลมาก จากจุดเริ่มต้นที่ผมได้ลงจากเครื่องบิน ตอนอายุ 5 ขวบหลังจบฤดูกาล 2011 – 2016 ไปหาความท้าทายใหม่บนแผ่นดินจีน

ในช่วงสั้นๆก่อนจะพบว่า ที่นั่นไม่ใช่ทางที่เหมาะกับตนเอง เขาจึงย้ายไปยังการันตาซารายได้เล่นอยู่ที่ตุรกีนาน 2 ปีโดยคว้าโทรฟรีมาครองจากนั้น ลมพัดหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี 2014 – 2015 และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จก่อนที่จะเลือกเส้นทางสุดท้าย ไปปิดฉากอาชีพค้าแข้งที่สหรัฐอเมริกาในวัย 40 ปีในชีวิตของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยังมีเรื่องราวที่นอกเหนือจากนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีสถานะ ที่เป็นมากกว่าแค่นักฟุตบอลคนหนึ่ง

ข่าวฟุตบอล ล่าสุด