วันที่ 17 มิถุนายน 2021 7:13 AM
Gurubarcelona.com

ลิเวอร์พูล-มาดริด

อัพเดทเมื่อ 22 มีนาคม 2021 เข้าดู 17 ครั้ง

ย้อนรอย ลิเวอร์พูล-มาดริด ก่อนดวลเดือดรอบ 8 ทีม

ลิเวอร์พูล-มาดริด ผลจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ออกมาเรียบร้อยแล้วนะครับ โดย ลิเวอร์พูล จับติ้วมาชนกับ เรอัล มาดริด โดยหงส์แดงต้องออกไปเยือนก่อนในวันที่ 6 เมษายน และ กลับมาตัดสินที่แอนฟิลด์ในวันที่ 13 เมษายนรายละเอียดที่น่าสนใจ และ การวิเคราะห์เกมของคู่นี้​ผมจะเขียนให้อ่านอีกทีในช่วงสัปดาห์ก่อนเตะนะครับ​ วันนี้ขอพาไปรำลึกความหลัง​กับ ​6​ นัดในอดีตที่​ 2​ ยักษ์ใหญ่จากฝั่งอังกฤษและสเปนเคยดวลกันมาแล้ว​ว่าผลงานของทั้งคู่ในการเจอกันหนก่อน​ ๆ​ นั้น​ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ลิเวอร์พูล-มาดริด

 

ลิเวอร์พูล​ 1-0  เรอัล​ มาดริด​ (1981) ลิเวอร์พูล-มาดริด ยูโรเปี้ยน​คัพ​ รอบชิงชนะเลิศ

เกมวันนั้นเตะกันที่​ปารีส​โดยหงส์แดงกำลัง อยู่ในยุคยิ่งใหญ่หลังเพิ่งจะคว้าถ้วยยุโรปใบโตนี้มาได้​ 2​ ครั้ง​ในรอบ​ 5​ ปีหลังสุด​ (ได้มาในปี​ 1977 และ​ 1978) ลิเวอร์พูล​ผ่านด่าน​ อเบอร์ดีน​ ของ​ เซอร์​ อเล็กซ์​ เฟอร์กูสัน, ซีเอสเคเอ​ โซเฟีย​ และ​บา

เยิร์น​ มิวนิค​ มาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ​ ซึ่ง​ เรอัล​ มาดริด​ในเวลานั้นมีสตาร์ประจำทีมอย่าง​ บิเซนเต้​ เดล​ บอสเก้,​โฆเซ่​ อันโตนิโอ​คามาโช่​ แถมยังมีปีกชาวอังกฤษอย่าง​ ลอรี่​ คันนิ่งแฮม​ เล่นอยู่อีกด้วย ฝั่ง​ลิเวอร์พูล​ ต้องลุ้น​ เคนนี่​ ดัลกลิช​ จนนาที

สุดท้าย​เพราะดาวเตะชาวสกอตต์ไม่ได้ซ้อมกับทีมเลยในช่วงสัปดาห์​สุดท้ายก่อนถึงรอบชิง​แต่ก็สามารถเรียกความฟิตมาลงสนามได้ทันเวลาหงส์แดงครองบอลเหนือกว่าและสร้างโอกาสได้หลายต่อหลายครั้ง​ก่อน จะมาได้ประตูชัยในนาทีที่​

82​ จาก​ อลัน​ เคนเนดี้​ แบ็คซ้ายชาวอังกฤษ​ที่รับบอลจากลูก ทุ่มริมเส้นก่อนจะแหวกฝูงนักเตะ ชุดขาวเข้าไปอัดด้วยอีซ้ายเต็มตีน​จนตาข่าย แทบขาด​ท่ามกลางเสียงเฮลั่นสนามบนสักขีพยานกว่า​ 4​ หมื่นคนนั่นคือชัยชนะต่อ​เรอัล​ มาดริด​ ครั้งแรก​ และ ยังเป็นชัยชนะที่ส่งให้หงส์แดงผงาด คว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่​3​ อย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

เรอัล​ มาดริด​ 0-1 ลิเวอร์พูล​ (2009) ยูฟ่า​แชมเปี้ยนส์​ ลีก​ รอบ​ 16​ ทีมสุดท้าย นัดแรก

เกมแชมเปี้ยนส์​ลีก​ รอบ​ 16​ ทีมสุดท้ายนัดแรกเตะกันที่​ ซานติอาโก้​ เบร์นาเบว​ ซึ่งตามหน้าเสื่อในวันนั้น​สื่อต่างประเทศ ล้วนยกให้ราชันชุดขาวเป็นต่อกัน แทบทั้งสิ้นมาดริด​เจ้าบ้านมีสตาร์ระดับโลกแทบทุกตำแหน่ง​ ไล่ตั้งแต่​ อิเคร์​ กาซิยาส,

เซร์คิโอ​รามอส,​ ฟาบิโอ​ คันนาวาโร่, เปเป้, อาร์เยน ร็อบเบน, มาร์เซโล่ และราอูล กอนซาเลซ เป็นต้นส่วนตัวสำรองยังมีทั้ง เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์, ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท รวมไปถึง ฮาเวียร์ ซาวิโอล่า อีกต่างหากฝั่ง ลิเวอร์พูล ในตอนนั้นมี รา

ฟาเอล เบนิเตซ เป็นกุนซือ และนักเตะในมือยังห่างชั้นจาก เรอัล มาดริด อยู่มากมาย มีเพียง เปเป้ เรน่า, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ และเฟร์นานโด ตอร์เรส เท่านั้น ที่เป็นสตาร์ใน 11 ตัวจริงส่วน สตีเว่น เจอร์ราร์ด มีชื่อในม้านั่งสำรอง

รูปเกมเป็นเจ้าบ้านที่ครองบอลและบุกเข้าใส่มากกว่า โดยราชันชุดขาวได้บุกถึง 13 ครั้ง ตรงกรอบ 5 และได้เตะมุมถึง 7 ขณะที่ทีมเยือนได้บุกเพียง 7 ครั้ง ตรงกรอบ 3 เตะมุมเพียงแค่ครั้งเดียว ทว่า ด้วยความเขี้ยวในเรื่องแท็กติกของ ราฟา

ลิเวอร์พูลจึงสามารถเบียดเอาชนะเรอัล มาดริด ไปได้ 1-0 จากลูกโหม่งของ ยอสซี่ เบนายูน ในนาทีที่ 82 ซึ่งนั่นเป็นประตูอเวย์ โกล ที่ล้ำค่ามาก เพราะทำให้ ลิเวอร์พูล​กุมความได้เปรียบสำหรับเกมนัดที่ 2 มากทีเดียว”ผมไม่ค่อยได้ทำประตู

จากลูกโหม่งมากนัก แต่ลูกนี้มันคืิอประตูสำคัญลูกนึงในชีวิตของผมเลย มันไม่ใช่แค่ประตูให้ทีมชนะเท่านั้น แต่มันคือประตูที่เกิดขึ้นใน เบร์นาเบว ซึ่งทำให้ทีมของเราได้เปรียบมากขึ้นในนัดที่ 2 อีกเยอะเลย” เบนายูน ฮีโร่ของทีมกล่าวทิ้งท้าย

 ลิเวอร์พูล 4-0 เรอัล มาดริด (2009) ยูฟ่า​แชมเปี้ยนส์​ ลีก​ รอบ​ 16​ ทีมสุดท้าย นัดที่ 2

ใครจะไปคิดครับว่าเกมนัดที่ 2 ซึ่งกลับมาเล่นในแอนฟิลด์ จะกลายเป็นมหกรรมถล่มประตูชนิดเอาต์ คลาส ด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 4-0ลิเวอร์พูล ได้กัปตันทีมอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ฟิตกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้แล้วในเกมนัดนี้ และนี่ยัง

เป็นเกมที่ เจอร์ราร์ด ลงสนามรับใช้ทีมในบอลยุโรปเป็นนัดที่ 100 อีกด้วยหงส์แดงเร่งเครื่องใส่ทีมเยือนอย่างเซอร์ไพรส์ และได้ประตูออกนำ 2-0 ตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี โดนประตูแรกมาจากการยิงของ เฟร์นานโด ตอร์เรส ในนาทีที่ 16

ซึ่งต้องชม ตอร์เรส กับ เดิร์ค เคาท์ ที่วิ่งบีบจน เปเป้ สกัดพลาด แล้ว เคาท์ ถวายพานให้ ตอร์เรส ซัดโล่ง ๆ พาทีมขึ้นนำอย่างเด็ดขาดจากนั้นในนาทีที่ 22 เจอร์ราร์ดก็มาซัดจุดโทษให้ทีมนำห่างเป็น 2-0 ก่อนที่ต้นครึ่งหลัง สตีวี่ จี จะโฉบเข้า

มายิงจากลูกเปิดของ ไรอัน บาเบล ให้ทีมหนีไปไกล 3-0 ฉลองการลงสนามนัดที่ 100 ในถ้วยยุโรปอย่างเพอร์เฟคท์​ก่อนที่จะมาปิดจ็อบด้วย อันเดรียส ดอสเซน่า ก่อนหมดเวลา 2 นาที ส่งผลให้สกอร์รวม 2 นัด ลิเวอร์พูล ถล่ม เรอัล มาดริด

ไปได้ 5-0 ซึ่งเกมที่แอนฟิลด์นี้ นอกจากจะเป็นชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดในการพบกับ เรอัล มาดริด แล้ว ยังเป็นเกมสุดคลาสสิคในถ้วยยุโรปของ ลิเวอร์พูล มาจนทุกวันนี้อีกด้วย

  • ติดตามทุกข่าวสารวงการฟุตบอลต่อได้ที่>>Gurubarcelona.com
ฟุตบอลต่างประเทศ ล่าสุด