วันที่ 15 พฤษภาคม 2021 3:10 AM
Gurubarcelona.com

เวย์น รูนี่ย์

อัพเดทเมื่อ 29 เมษายน 2021 เข้าดู 4 ครั้ง

ปัญหาทั้งในและนอกสนามของ เวย์น รูนี่ย์

เวย์น รูนี่ย์ การเริ่มต้นงานโค้ชของ เวย์น รูนี่ย์ ที่ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ไม่ง่ายดายเหมือน แฟร้งค์ แลมพาร์ด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยนอกสนามที่หลายคนมองไม่เห็นสองฤดูกาลก่อน แลมพาร์ด เคยเริ่มต้นบทบาทผู้จัดการทีม หรือเฮดโค้ช กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในเวทีแชมเปี้ยนชิพ ก้าวไปไกลถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในฤดูกาลแรก

และกระโดดข้ามไปคุมทีมใหญ่ เชลซี ที่ตนเองเป็นตำนานแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์รูนี่ย์ ก็หวังเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่ในทีมชาติอังกฤษ หลังจากตัดสินใจรับภาระสำคัญ ผู้เล่น-โค้ชของ เดอะ แรมส์ แทนที่ ฟิลิป โคคู ที่ลงจากตำแหน่งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตอนนั้นผลงานของทีมอยู่อันดับ 24 หรือจมบ๊วย

ห่างโซนปลอดภัยถึง 6 คะแนน และ ‘รูน’ ก็ตัดสินใจไม่ใส่ชื่อตัวเองอยู่ในทีมในฐานะนักเตะผลงานของ รูนี่ย์ ในการคุม ดาร์บี้ อยู่ในระดับปานกลาง แต่ก็เพียงพอให้ เมล มอร์ริส เจ้าของสโมสร และดำรงตำแหน่งประธานสโมสรด้วย ตัดสินใจแต่งตั้ง อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ เป็นผู้จัดการทีมถาวรในช่วงกลางเดือนมกราคม

หลังจากสลัดพ้นโซนแดงขึ้นมาหายใจหายคอโล่งและ รูนี่ย์ ก็ตัดสินใจแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในตอนนั้นทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี กลางเดือนกุมภาพันธ์ รูนี่ย์ พา ดาร์บี้ ขึ้นสู่อันดับ 18 ห่างจากโซนปลอดภัยถึง 8 คะแนน ตอนนั้นสถานการณ์ดูดีไปหมด ถึงขั้นมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดทกุนซือใหม่ของ เซลติกแต่พอเข้าสู่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา

กลายเป็นฝันร้ายของ รูนี่ย์ อย่างแท้จริง ดาร์บี้ พบชัยชนะแค่เกมเดียวจาก 13 เกม ตั้งแต่แมตช์ที่ 32-44 หล่นไปอยู่อันดับ 21 ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนสาเหตุเดียวที่ทำให้ ดาร์บี้ ยังไม่หล่นไปอยู่ในโซนตกชั้น ก็เพราะทีมอันดับ 22 ร็อทเธอร์แฮม ผลงานแย่ไม่แพ้กัน และอันดับ 23, 24 เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ กับ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส มีแต้มตามห่างเกินไปจากทีมที่ได้เพลย์ออฟเลื่อนชั้นสองฤดูกาลติดต่อกัน 2017-18 และ 2018-19 หล่นมาจบอันดับ 10 ฤดูกาลที่แล้ว และตอนนี้ รูนี่ย์ กำลังตกที่นั่งลำบากกับการพาทีมหนีตกชั้นตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เริ่มต้นงานผู้จัดการทีม

เวย์น รูนี่ย์

เวย์น รูนี่ย์ ถูกวิจารณ์เยอะเรื่องเกมรับที่ปวกเปียก

ความอ่อนด้อยเรื่องแท็กติก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่มองว่า เป็นเรื่องจังหวะและช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่ว่าใครที่มารับงานต่อจาก โคคู ก็คงต้องเจอปัญหาเหมือนกันหมดอย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องผลงานในสนามแล้ว ยังมีเรื่องนอกสนามที่หลายคนอาจไม่รู้ก่อนที่ รูนี่ย์ จะรับงานคุมทีมตั้งแต่ตอนทำหน้าที่ชั่วคราว จนมาถึงการรับบทบาทเฮดโค้ชถาวรนั้น

มอร์ริส เจ้าของสโมสร เคยยืนยันหลายครั้งเรื่องการขายสโมสรที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ แต่ท้ายสุดแล้วการเจรจามูลค่า 60 ล้านปอนด์กับ ชีค คาเล็ด ที่กินเวลานานถึง 4 เดือน มีอันล้มเหลวไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมรูนี่ย์ เจอปัญหาในตลาดซื้อขายเดือนมกราคมที่ มอร์ริส จำเป็นต้องขายนักเตะ ดูอาน โฮล์มส์, จอร์จ อีแวนส์, มอร์แกน วิทเทเกอร์

แม้จะเสริมทัพเข้ามาด้วยการยืมตัว อาทิ เทเดน เมนจี้, ลี เกรกอรี่, แพทริค โรเบิร์ตส์ ก็ตามปัญหาทางการเงินของสโมสรในฤดูกาลนี้ รูนี่ย์ รับทราบและเข้าใจดี เพราะมีหลายครั้งที่ มอร์ริส หมุนเงินไม่ทัน และจ่ายค่าจ้างไม่ตรงเวลา แต่ก็เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ กำลังค่อยๆ คลี่คลายถึงตอนนี้ มอร์ริส ไม่มีปัญหาเรื่องค้างค่าจ้าง

และจะจ่ายยอดเงินรวม 1.2 ล้านปอนด์ในเดือนเมษายน ขณะที่การเจรจาขายสโมสรครั้งใหม่ให้กับ เอริค อลอนโซ่ นักธุรกิจชาวสเปน ต้องชะลอออกไปอีก ซึ่ง มอร์ริส ไม่รับปากว่าจะหาเงินมาชำระค่าเหนื่อยในเดือนพฤษภาคมได้หรือไม่ดังนั้น ปัญหาของ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ และ รูนี่ย์ จึงไม่ใช่แค่ผลงานในสนามแล้ว

และนั่นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเตะที่เต็มไปด้วยความกังวลเรื่องอนาคตที่ไม่มั่นคงของสโมสรจากสถานการณ์ในตารางคะแนนตอนนี้ ดาร์บี้ มี 43 คะแนนจาก 44 เกม เหนือโซนตกชั้น 4 คะแนน แต่ ร็อทเธอร์แฮม ยังมีเกมตกค้างในมือหนึ่งนัดเมื่อดูจากโปรแกรมสองเกมสุดท้ายที่ ดาร์บี้ ต้องบุกเยือน สวอนซี

และเล่นในบ้านเกมสุดท้ายรับมือ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทีมในโซนตกชั้น จึงมีความเป็นไปได้กับการตกชั้นลงสู่ลีกวันในฤดูกาลหน้าและหากเป็นเช่นนั้น เวย์น รูนี่ย์ คงต้องเลิกฝันเรื่องการเป็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีก และการกลับไปคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในอนาคต แบบ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไปได้เลยนี่คือกราฟความมหัศจรรย์ของ เวย์น รูนี่ย์

เมื่อครั้งอายุยังไม่พ้นวัยทีน  เด็กหนุ่มชาวเอฟเวอร์โตเนี่ยน โตมากับการถูกสื่อจับตาทุกฝีก้าว แล้วเขาก็ดันมีเรื่องคาว ๆ เรื่องฉาว ๆ ให้สื่อได้เล่นข่าวเป็นประจำ แต่ที่สุดแล้ว เขาคือนักเตะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าฝีเท้า คือการรับมือกับชื่อเสียง และ การเล่นกับสื่ออังกฤษที่ขึ้นชื่อว่า เอาให้ตาย

ก่อนจะกลายเป็นสุดยอดแข้ง รูนี่ย์ จัดการกับคำวิจารณ์และพลังของสื่อสายดำอย่างไร ในบรรดาวงการสื่อฟุตบอลของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ สื่ออังกฤษ ถือว่าเป็นสื่อที่ชอบเขียนข่าวให้มีผลกระทบกับนักเตะในประเทศของพวกเขามากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเตะอังกฤษ หรือนักเตะต่างชาติที่เล่นในพรีเมียร์ลีก

หากว่าคุณกำลังผลงานดีติดลมบน ใคร ๆ ก็พูดถึงคุณในฐานะยอดนักเตะ เมื่อนั้นพวกสื่อจะเริ่มรุมทึ้งและขุดทุกแง่มุมของคุณออกมาจนหมด  ถ้าคุณโชคร้าย เคยทำอะไรไม่ดีและมีหลักฐานทิ้งไว้จนพวกเขาหาเจอ  สิ่งนั้นจะถูกนำเสนอผ่านข่าวพาดหัวหน้า 1 ทันที แม้เรื่องจะผ่านมานานนมเป็น 10 ปี ก็ตาม สื่ออังกฤษ

คือต้นตำรับการขายข่าวคาว การทำข่าวเจาะไปยังชีวิตนักเตะดัง ๆ หรือนักเตะที่กำลังจะดัง พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่ได้กลับมา ภายใต้การสร้างความกดดันและแง่ลบในสภาพจิตใจของนักเตะ คือยอดขายและเรตติ้ง ซึ่งพวกเขาต้องแข่งกันกับสื่ออีกหลาย ๆ ฉบับที่มีเป้าหมายเหมือนกันสำหรับนักเตะดาวรุ่งเองก็หนีไม่พ้น ยิ่งดาวรุ่งชาวอังกฤษที่เก่งขึ้นมาในระยะสั้น ๆ

ถือว่าเป็นอีก 1 เมนูจานโปรดของเหล่าสื่ออังกฤษ พวกเขามักจะยกย่องนักเตะคนนั้นเกินความจริง เพราะรู้ดีว่าคนอ่านชอบเสพข่าวแบบนี้  บางครั้งดาวรุ่งคนนั้น ๆ ก็เก่งจริง แต่บางทีสื่อก็เขียนข่าวไปก่อนแล้ว ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนั้นเพิ่งลงสนามได้แค่ไม่กี่เกม สื่อมักจะเขียนข่าวกับดาวรุ่งประมาณว่า เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม

มีคุณสมบัติทุกอย่างที่พร้อมจะโตขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลก และ ถ้าเด็กคนนั้นเริ่มไม่ได้ลงสนาม พวกเขาจะทำเรื่องให้ยุ่งขึ้นไปอีก ด้วยการเลือกไปโจมตีโค้ชที่ไม่ใช้งานนักเตะคนดังกล่าว ซึ่งที่สุดแล้ว ปลายทางคือความกดดันที่ถาโถมใส่เหล่านักเตะผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะทั้งสิ้น ล่าสุดไม่นานมานี้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ในสมัยที่คุมทีม เชลซี โดนสื่อวิจารณ์ทุกวันเกี่ยวกับการไม่ยอมให้ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย นักเตะวัย 18 ปี (ในขณะนั้น) ของทีมลงสนามเป็น 11 ตัวจริง ซึ่งสุดท้าย ซาร์รี่ ก็ยอมรับว่า สื่ออังกฤษกับการเล่นข่าวที่ไม่สนอนาคตเด็ก คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักเตะหลายคนหลุดวงโคจรกลางคัน 

  • ติดตามทุกข่าวสารวงการฟุตบอลต่อได้ที่>>Gurubarcelona.com
ฟุตบอลต่างประเทศ ล่าสุด